ความหวังใหม่ของผู้ป่วยเบาหวาน ผลการศึกษาล่าสุดพบยากลุ่มใหม่
ช่วยลดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
การรักษาด้วยยายับยั้งเอ็นไซม์ DPP4 ช่วยลดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในผู้ป่วย ลงถึงร้อยละ 93 เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาในกลุ่ม ซัลโฟนิลยูเรีย
ชิคาโก 8 กรกฏาคม 2551 - ผลการศึกษาจากการประชุมทางวิทยาศาสตร์ประจำปีของสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association หรือ ADA) ครั้งที่ 68 เกี่ยวกับการใช้ยารักษาเบาหวานด้วยยากลุ่มที่ยับยั้งเอ็นไซม์ DPP4 พบว่าสามารถลดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำของผู้ป่วยได้ถึงร้อยละ 93 เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นวิธีการรักษาด้วยยากลุ่ม ซัลโฟนิลยูเรีย (หรือ Sulfonylurea) การศึกษาครั้งนี้เป็นการทดลองกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ใช้ยาชนิดใหม่ 588 คน และผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มเดิมจำนวน 584 คน เป็นเวลา 52 สัปดาห์ ผลที่ได้คือเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ 492 ครั้งในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มเดิม และ เกิดภาวะเดียวกันนี้ 37 ครั้งในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มใหม่
ยารักษาเบาหวานกลุ่มใหม่ที่ยับยั้งเอ็นไซม์ DPP 4 นี้มีผลในการรักษาระดับกลูโคสในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในผู้ใหญ่ ทำให้ไม่เกิดอาการข้างเคียง คือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และลดผลข้างเคียงจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ที่มักจะพบในวิธีการรักษาโดยการรับประทานยากลุ่มเก่า ยาชนิดรับประทานตัวใหม่นี้ จะช่วยเสริมระบบการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในร่างกายที่เป็นธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าระบบอินคริติน ( หรือ Incretin) โดยการควบคุมปริมาณกลูโคสผ่านทางอัลฟ่าเซลล์และเบต้าเซลล์ในตับอ่อน ยากลุ่มที่ยับยั้งเอ็นไซม์ DPP 4 จะทำงานก็ต่อเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงระดับอินซูลินที่ลดลงเนื่องจากความผิดปกติของเบต้าเซลล์ และการที่ตับไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสเนื่องจากเบต้าเซลล์และอัลฟ่าเซลล์ผิดปกติ ส่วนยากลุ่ม ซัลโฟนิลยูเรียทำงานเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยการกระตุ้นให้เบต้าเซลล์จากตับอ่อนผลิตอินซูลินโดยไม่คำนึงถึงระดับกลูโคสในเลือด
ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปจากการรับประทานยารักษาโรคเบาหวาน โดยจะเกิดขึ้นเมื่อระดับกลูโคสในเลือดต่ำลงมากเกินกว่าระดับที่ร่างกายต้องการ ซึ่งเมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้นผู้ป่วยอาจมีอาการอื่น เช่น ใจสั่น คลื่นไส้ เหงื่อออกมาก หิว ปวดศรีษะ ตัวซีด อารมณ์หงุดหงิดหรือพฤติกรรมแปรปรวนเฉียบพลัน การเคลื่อนไหวได้ช้าลง การหยิบจับของได้ไม่แม่นยำ หรือการหมดสติ เป็นต้น
นพ. พงศ์อมร บุนนาค แพทย์ประจำหน่วยต่อมไร้ท่อ และเมตะบอลิสม คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “สิ่งที่สำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือการรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด โดยการควบคุมไม่ไห้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และในขณะเดียวกันพยายามหลีกเลี่ยงภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคหัวใจ เพราะภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีผลกระทบที่ร้ายแรงต่อคนไข้กลุ่มนี้”
นอกจากนั้นแล้วเมื่อมีการเปรียบเทียบการใช้ยาในกลุ่มที่ยับยั้งเอ็นไซม์ DPP 4 และยากลุ่ม ซัลโฟนิลยูเรีย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงในการเกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ในกลุ่มผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไป ลดลงเป็นสัดส่วนมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 65 ปี โดยในกลุ่มแรกผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำลดลงถึงร้อยละ 97 ในขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มหลังที่มีอายุน้อยกว่า 65 มีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำลดลงถึงร้อยละ 91
# # #
บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทสาขาของ เมอร์ค แอนด์ โก อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาระดับโลกที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการวิจัยเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยเป็นลำดับแรก นับตั้งแต่ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2434 เอ็มเอสดีได้ค้นพบ พัฒนา ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาและวัคซีนเพื่อใช้ป้องกันและรักษาโรคต่างๆ บริษัทฯ ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาของ
เอ็มเอสดีได้โดยผ่านทางโครงการช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงการบริจาคยาเท่านั้น แต่รวมถึงการช่วยจัดส่งยาไปให้แก่ผู้ที่ต้องการยาของเอ็มเอสดีด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดพิมพ์ข้อมูลทางสาธารณสุขที่เป็นกลางเพื่อให้บริการแบบไม่มุ่งหวังผลกำไร
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชนกรุณาติดต่อ
มัณฑนา แซ่เล้า
บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด
โทร. : (02) 255 5090 ต่อ 845
อีเมล: mantana_saelau@merck.com
เสาวภา สุคันธี หรือ ชุติมา บวรรัตนโชติ
ฮิลล์ แอนด์ นอลตัน (ประเทศไทย)
โทร: (02) 627 3501 ต่อ 191 หรือ 211
อีเมล: ssukuntee@th.hillandknowlton.com
cbovonratanachote@th.hillandknowlton.com
|