Hero image

ประวัติของเรา

“เราระลึกอยู่เสมอว่ายามีไว้สำหรับใช้รักษาผู้คน ไม่ใช่เพื่อการแสวงหาผลกำไร”

– George Merck ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ

 

บริษัท เอ็มเอสดี ก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า 130 ปี เพื่อคิดค้นยาและวัคซีนที่เป็นนวัตกรรมเพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น

เรามีประวัติอันยาวนานในการคิดค้นยาและวัคซีนที่เป็นนวัตกรรมและยังคงพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ ธุรกิจของเราไม่เพียงแต่ปรับตัวให้เข้ากับไตรมาสถัดไป แต่เรายังได้มองไปถึงไตรมาสของศตวรรษหน้าด้วย

ในประเทศไทย ยาของ เอ็มเอสดี อยู่เคียงข้างและดูแลสุขภาพของผู้ป่วยคนไทยมาเป็นเวลามากกว่า 70 ปี และจัดจำหน่ายครั้งแรกผ่านความร่วมมือกับบริษัท BLH Trading Company Ltd. (“BLH”) ในปี 2492

ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ได้จัดตั้งบริษัทในประเทศไทย ในชื่อ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีการจัดการและมีโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ ทำให้บริษัทฯ สามารถนำผลิตภัณฑ์ของ เอ็มเอสดี มาสู่ประเทศไทยเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรคด้วยยาที่เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ในการรักษา การวิจัยทางคลินิก และการสนับสนุนการศึกษาของแพทย์และผู้ป่วย

 

 

พ.ศ. 2434

การก่อตั้ง
บริษัท เมอร์ค แอนด์ คัมปานี, อินคอร์ปอเรท (Merck & Co.) เมืองราห์เวย์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2434 โดย George Merck อายุ 23 ปี โดยจำหน่ายเคมีภัณฑ์ในเมืองนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งบริษัท เมอร์ค แอนด์ คัมปานี, อินคอร์ปอเรท เมืองราห์เวย์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน เป็นที่รู้จักกันในนาม บริษัท เอ็มเอสดี นอกสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

พ.ศ. 2442

การตีพิมพ์คู่มือฉบับแรก
บริษัทฯ ตีพิมพ์หนังสือคู่มือ The Merck Manual ในสหรัฐอเมริกาครั้งแรกในปี พ.ศ. 2442 (ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ The MSD Manual นอกสหรัฐอเมริกาและแคนาดา) ซึ่งคู่มือฉบับแรกนี้ ได้ระบุถึงการรักษาและการเจาะเลือดเพื่อรักษาโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน การรักษาโรคเบาหวานด้วยสารหนูและขนมปังอัลมอนด์ คู่มือนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในเอกสารอ้างอิงทางการแพทย์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2468

การแต่งตั้ง George W. Merck เป็นประธานบริษัท
George W. Merck เป็นบุตรชายของ George Merck ซึ่งเขาได้ริเริ่มอาชีพการทำงานในแผนกการบรรจุและการขนส่งในปี พ.ศ. 2457 และได้รับการฝึกอบรมในสาขาต่างๆ ของธุรกิจ เขาเป็นผู้นำบริษัทฯ ในสมัยที่มีการรวมกิจการกับบริษัท Powers-Weightman-Rosengarten Co. ในปี พ.ศ. 2470 และหันมาให้ความสนใจกับการขยายขีดความสามารถในการวิจัยเพื่อส่งเสริมชื่อเสียงของบริษัทฯในด้านนวัตกรรม

พ.ศ. 2476

ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยแห่งแรก
ห้องปฏิบัติการวิจัย MRL ก่อตั้งขึ้นในเมืองราห์เวย์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งห้องปฏิบัติการนี้ เป็นตัวแทนของบริษัทฯ จากการสำรวจเบื้องต้นในด้านวิจัยทางเภสัชวิทยา โดยมีทั้งหมด 3 หน่วยงาน อาทิ การวิจัยบริสุทธิ์ สถาบันสำหรับการวิจัยทางการรักษา และการวิจัยประยุกต์

 

พ.ศ. 2479

การสังเคราะห์วิตามิน B1
เราได้สังเคราะห์วิตามิน B₁ และตีพิมพ์ผลลัพธ์ใน Journal of the  American Chemical Society ซึ่งทำให้เราสามารถผลิตวิตามินได้ในปริมาณมาก โดยผลิตภัณฑ์นี้มีส่วนช่วยลดปัญหาการขาดวิตามิน B₁ ที่ก่อให้เกิดโรคเหน็บชาภายในเวลาไม่กี่ปี และในปีต่อๆ มา ฝ่ายบริหารได้ให้ความสำคัญกับการแยกและสังเคราะห์วิตามินอื่นๆ เพื่อช่วยให้ผู้คนเข้าถึงได้มากขึ้น

ทศวรรษที่ 1940

การค้นพบและแจกจ่ายยาปฏิชีวนะ – สเตรปโตมัยซิน
วัณโรคเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2486 Dr. Selman Waksman และ Albert Schatz ได้ค้นพบยาสเตรปโตมัยซินซึ่งเป็นวิธีการรักษาแรกที่มีประสิทธิภาพต่อวัณโรค ซึ่งบริษัทเอ็มเอสดีได้ให้การสนับสนุนการวิจัยของ Dr. Waksman และถือสิทธิบัตรยาตัวใหม่นี้ โดยเมื่อยาตัวนี้ได้รับการยอมรับสำหรับการรักษาโรค บริษัทฯ จึงสละสิทธิบัตรยาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาปฏิชีวนะตัวนี้ได้อย่างทั่วถึง

ในปี พ.ศ. 2493 สถิติการเสียชีวิตจากวัณโรคในสหรัฐฯ ได้ลดลงเกือบ 50%

 

พ.ศ. 2491

เราเข้าสู่ตลาดของธุรกิจยาสัตว์ด้วย sulfaquinoxaline
ยา sulfaquinoxaline ได้ออกสู่ตลาดหลังจากที่ทำการทดสอบอย่างละเอียดอยู่หลายปี โดยยาตัวนี้ใช้ป้องกันโรคบิด (coccidiosis) ซึ่งเป็นโรคในสัตว์ปีกที่มีปรสิต และยาตัวนี้ได้นำบริษัทเอ็มเอสดีเข้าสู่วงการยาสัตว์อย่างเป็นทางการ

พ.ศ. 2493

การสังเคราะห์คอร์ติโซนในเชิงพาณิชย์ครั้งแรก
Dr. Lewis Sarett นักวิจัยจากเมืองราห์เวย์ ได้พัฒนา CORTONE (คอร์ติโซน) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ไข้รูมาติก และโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่มักถึงแก่ชีวิต และเป็นที่รู้กันว่าไม่มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

พ.ศ. 2493

ยามีไว้สำหรับใช้รักษาผู้คน
George W. Merck ได้ไปบรรยายที่ Medical College of Virginia ที่เมืองริชมอนด์ เกี่ยวกับความสำเร็จของวงการแพทย์และเภสัชภัณฑ์การซึ่งการบรรยายของเขาในครั้งนี้โด่งดังและเป็นที่น่าจดจำเป็นอย่างมาก:

“เราระลึกอยู่เสมอว่ายามีไว้สำหรับรักษาผู้ป่วย และเราไม่เคยลืมว่ายามีไว้สำหรับรักษาผู้คน ไม่ใช่เพื่อการแสวงหาผลกำไร“

ซึ่งปรัชญานี้เป็นที่ยึดมั่นของทีมผู้บริหารและพนักงานจนถึงทุกวันนี้

พ.ศ. 2496

การรวมกิจการกับ Sharp & Dohme
การรวมกิจการเพื่อสร้างบริษัท Merck Sharp & Dohme (MSD) [(สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองราห์เวย์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา)] บริษัทเอ็มเอสดีได้รวบรวมศูนย์วิจัยทางเคมีและโรงงานผลิตเข้ากับการพัฒนาด้านเภสัชภัณฑ์ ความเชี่ยวชาญด้านการตลาด และการเป็นรู้จักในระดับนานาชาติของบริษัท Sharp & Dohme ซึ่งบริษัท Sharp & Dohme ที่เมืองเวสต์พอยต์ รัฐเพนซิลเวเนีย ก็ได้ถูกรวมกิจการในครั้งนี้

 

พ.ศ. 2500

การสร้างมูลนิธิ
บริษัทเอ็มเอสดีได้ก่อตั้งมูลนิธิ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่อุทิศให้กับการกุศล โดยเริ่มจากการบริจาคเงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในปัจจุบัน มูลนิธิได้บริจาคเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับหลายองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

 

พ.ศ. 2501

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ DIURIL เพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูง
การเปิดตัว DIURIL (คลอโรไธอะไซด์) เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าไปสู่การเป็นบริษัทชั้นนำ ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด นับตั้งแต่การเปิดตัว DIURIL เราได้เป็นผู้นำในการพัฒนาวิธีการรักษาใหม่ๆ เพื่อต่อสู้กับโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ “Diuril Man” เป็นหุ่นพลาสติกใสที่จำลองให้เห็นถึงอวัยวะต่างๆ อาทิ หัวใจ ปอด ไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ เพื่อช่วยให้แพทย์เห็นถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่

 

ทศวรรษ 1970

การค้นพบยารักษาโรคพยาธิในสัตว์
โรคพยาธิในคน (เกิดจากการกินเนื้อดิบหรือปรุงแบบไม่สุก) อาจทําให้เกิดไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ บวมและอาการร้ายแรงอื่นๆ ในปีพ.ศ. 2504 ทีมวิจัยที่นำโดย Dr. William Campbell  ได้ค้นพบยา thiabendazole ซึ่งเป็นยาตัวแรกที่รู้จักในการฆ่าปรสิตทริคิเนลลา ในแกะ แพะ วัว ควาย และหมู เมื่อจำนวนกวางเรนเดียร์ในอาร์กติกเซอร์เคิลได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการติดเชื้อปรสิต นักวิทยาศาสตร์ของบริษัทเอ็มเอสดีได้เดินทางไปทางเหนือเพื่อรักษาพวกมันด้วย THIBENZOLE (thiabendazole) ซึ่งเป็นยาถ่ายพยาธิ

การรักษาไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันกวางเรนเดียร์จากเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชนพื้นเมืองที่พึ่งพาพวกมันเพื่อความอยู่รอดด้วย

พ.ศ. 2514

วัคซีน M-M-R
บริษัทเอ็มเอสดีเริ่มจำหน่ายวัคซีนป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (M-M-R) ที่พัฒนาโดย Drs. Maurice Hilleman และ Eugene B. Buynak ซึ่ง M-M-R ประกอบด้วยวัคซีนสามชนิด: ATTENUVAX วัคซีนป้องกันโรคหัดที่ปรับปรุงสูตรแล้วของบริษัทเอ็มเอสดี MERUVAX วัคซีนหัดเยอรมัน และ MUMPSVAX วัคซีนป้องกันโรคคางทูม

 

พ.ศ. 2520

วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมตัวแรกที่ได้รับการอนุมัติ
PNEUMOVAX (วัคซีนนิวโมคอคคัสโพลีวาเลนต์) วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมของบริษัทเอ็มเอสดี ได้รับการอนุมัติ ซึ่งการวิจัยและพัฒนาวัคซีน อยู่ภายใต้การดูแลของ Dr. Maurice Hilleman

 

พ.ศ. 2521

องค์การอาหารและยาได้อนุมัติ Mefoxin
MEFOXIN มีข้อบ่งชี้ในการรักษาโรคติดเชื้อหลายชนิดที่เกิดจากแบคทีเรียบางประเภท รวมทั้งเชื้อโรคที่เกิดจากแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ

 

พ.ศ. 2528

VASOTEC ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ
VASOTEC (อีนาลาพริล) ซึ่งเป็นตัวยับยั้ง angiotensin converting enzyme (ACE) สำหรับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจล้มเหลวที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ซึ่ง VASOTEC ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัทเอ็มเอสดีที่มีมูลค่าพันล้านดอลลาร์ในพ.ศ. 2531

พ.ศ. 2529

วัคซีนตับอักเสบบีได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีชนิดลูกผสม RECOMBIVAX HB [วัคซีนตับอักเสบบี (ที่รวมกันใหม่ของยีน)] ได้รับการอนุมัติจากองค์การองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ซึ่งเป็นวัคซีนลูกผสมชนิดแรกสำหรับมนุษย์ ในพ.ศ. 2532 บริษัทเอ็มเอสดีได้โอนเทคโนโลยีวัคซีน RECOMBIVAX HB ให้กับรัฐบาลจีน เนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีเป็นความท้าทายทางสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อราว 100 ล้านคน

 

พ.ศ. 2530

บริษัทเอ็มเอสดีได้เปิดตัวยากลุ่มสแตตินในเชิงพาณิชย์ตัวแรก
เราได้เปิดตัวโลวาสแตติน ซึ่งเป็นยาตัวแรกในกลุ่มสแตตินตัวแรกที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หลังจากที่ถูกวิจัยศึกษา โดยนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ที่มหาวิทยาลัยวิจัยต่างๆ และห้องปฏิบัติการอิสระ รวมถึงบริษัทเอ็มเอสดี

 

พ.ศ. 2530

บริษัทเอ็มเอสดีบริจาคยา Mectizan เพื่อกำจัดโรคพยาธตาบอดในแถบแม่น้ำ
ในปีพ.ศ. 2530 Dr. Roy Vagelos ประธานกรรมการบริหารได้ประกาศความมุ่งมั่นของบริษัทเอ็มเอสดีที่จะบริจาค Mectizan พร้อมกับความร่วมมือจากหลายองค์กร โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยกำจัดโรคพยาธิตาบอดในแถบแม่น้ำ และได้เปิดตัว Mectizan Donation Program (MDP) ซึ่งเป็นโครงการบริจาคยา ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่ต่อมาได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการบริจาคยาอื่นๆ

พ.ศ. 2539

ยา INDINAVIR SULFATE ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ
ยา INDINAVIR SULFATE ใช้ในการรักษาเชื้อ HIV ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หลังจากใช้เวลาพิจารณาเพียง 42 วัน โดยก่อนได้รับการอนุมัติ ในพ.ศ. 2538 องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ผู้ป่วย กลุ่มผู้สนับสนุน HIV และบริษัทเอ็มเอสดี ได้ร่วมกันนำเสนอโครงการ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกเข้าถึงยาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายก่อนที่จะมีวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

พ.ศ. 2541

ยา Montelukast sodium ได้รับการอนุมัติโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ
ยา Montelukast sodium ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ในการป้องกันและรักษาโรคหอบหืด จากการวิจัยมาเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี ศูนย์วิจัยของบริษัทฯ ในเมืองเคิร์กแลนด์ ประเทศแคนาดา ได้ค้นพบยารักษาโรคหอบหืดประเภทใหม่ที่เรียกว่า ยาลิวโคไตรอีนบล็อคเกอร์

 

พ.ศ. 2547

บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด มีการจัดการและมีโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ ทำให้บริษัทฯ สามารถนำผลิตภัณฑ์ของ เอ็มเอสดี มาสู่ประเทศไทยเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรคด้วยยาที่เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ในการรักษาโรคให้ผู้ป่วยและช่วยให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ บริษัทฯ ยังลงทุนการดำเนินงานวิจัยทางคลินิก ร่วมกับคณะแพทย์และสถาบันการศึกษาและให้การสนับสนุนด้านวิชาการในสาขาที่เรามีความชำนาญแก่ของแพทย์และผู้ป่วย โดยสาขาที่เรามีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ การรักษาโรคมะเร็ง การป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงป้องกันโรคมะเร็งด้วยวัคซีน โรคเบาหวาน และโรคติดเชื้อในผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลรักษาในโรงพยาบาล เราให้การสนับสนุนด้านวิชาการทางการแพทย์ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการล่าสุดกับบุคคลกรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งหวังให้เกิดความเป็นเลิศในด้านการดูแลสุขภาพและรักษาผู้ป่วย ให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางคลินิกและการปฏิบัติการด้านวิจัยทางวิทยาศาสตร์

 

พ.ศ. 2549

ยา Sitagliptin ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ
องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้ยา Sitagliptin ซึ่งเป็นตัวยับยั้ง DPP-4 ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ เพื่อใช้รักษาโรคเบาหวานประเภท 2

พ.ศ. 2549

วัคซีน HPV ของบริษัทเอ็มเอสดีได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ
องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ อนุมัติให้วัคซีน HPV [human papillomavirus quadrivalent (สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18) vaccine, recombinant] ใช้สำหรับการป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อ HPV บางชนิด

ในปีพ.ศ. 2550 บริษัทเอ็มเอสดีมุ่งมั่นที่จะบริจาควัคซีน HPV จำนวน 3 ล้านโดส ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อสนับสนุนโครงการฉีดวัคซีนในประเทศที่มีรายได้ต่ำ

 

พ.ศ. 2552

การรวมกิจการกับบริษัทเชอริ่ง-พลาว
บริษัทเอ็มเอสดีและบริษัทเชอริ่ง-พลาวได้รวมกิจการ ซึ่งทำให้บริษัทฯ กลายเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกาจากการคำนวณของรายได้

พ.ศ. 2554

ริเริ่มโครงการ MSD for Mother
เนื่องจากสถิติในปีพ.ศ. 2553 มีผู้หญิงที่เสียชีวิตทุกๆ สองนาทีระหว่างการคลอดบุตรและการตั้งครรภ์ ซึ่งการเสียชีวิตจำนวนมากเหล่านี้เป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ บริษัทเอ็มเอสดีและพันธมิตรจึงก่อตั้งโครงการ MSD for Mothers ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกเพื่อพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้หญิงทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการตั้งครรภ์รวมถึงการคลอดบุตร และในปีพ.ศ. 2562 เราได้ดูแลผู้เป็นแม่มากกว่า 9 ล้านคน ใน 48 ประเทศทั่วโลก

พ.ศ. 2557

ยา BRAVECTO ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ สำหรับธุรกิจยาสัตว์
องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้ยา BRAVECTO (fluralaner) ซึ่งเป็นยาสำหรับเคี้ยว ที่ใช้ในสุนัข โดยยานี้สามารถฆ่าเห็บและหมัดได้หลายชนิดเป็นเวลา 12 สัปดาห์ จากการกินเพียง 1 โดส

พ.ศ. 2557

บริษัทเอ็มเอสดีได้รับการอนุมัติ Pembrolizumab อย่างรวดเร็ว
องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้pembrolizumab เป็นยาต้าน PD-1 ตัวแรก (programmed death receptor-1) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการยอมรับให้เป็นวิธีการรักษาที่ก้าวหน้าจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ

พ.ศ. 2562

วัคซีน Ebolaได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ
ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับการระบาดครั้งใหญ่และซับซ้อนที่สุดของโรคอีโบลา ในแถบประเทศกินีไปจนถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) นับตั้งแต่มีการค้นพบไวรัสครั้งแรกในปีพ.ศ. 2519 นักวิทยาศาสตร์ของบริษัทเอ็มเอสดีและหน่วยงานจากทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันเพื่อหาทางแก้ปัญหาต่อความท้าทายทางด้านสุขภาพที่รุนแรงนี้

บริษัทเอ็มเอสดีได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ สำหรับวัคซีน Ebola (วัคซีนอีโบลาซาอีร์ เชื้อเป็น) เพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากไวรัสซาอีร์อีโบลาในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป