Health awareness

หัวใจที่ทำงานหนัก: พูดคุยกับ รศ.พญ. ภัทริน ภิรมย์พานิช เกี่ยวกับภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง (PAH) ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

15 พฤษภาคม 2025

แชร์บทความนี้

Facebook icon

.st0{fill:#00857C;} X icon

Linkedin icon

Email icon

เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย จึงมักถูกมองข้าม ทั้งที่สามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ป่วย ภาวะนี้เกิดจากการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดที่นำเลือดจากหัวใจด้านขวาไปยังปอด คล้ายกับ “ท่อน้ำที่มีสิ่งอุดตันจำนวนมาก”

ผู้ป่วยโรคความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงมักเริ่มมีอาการเพียงแค่ “เหนื่อยง่าย” ซึ่งเป็นอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง จึงมักถูกมองข้าม และกว่าจะเข้ารับการตรวจวินิจฉัย ก็มักอยู่ในระยะที่โรครุนแรงแล้ว ส่งผลให้การรักษาล่าช้าและพลาดโอกาสในการควบคุมโรคตั้งแต่ระยะแรก การส่งเสริมความตระหนักรู้ทั้งในกลุ่มแพทย์และประชาชนจะช่วยให้สามารถวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ผลการรักษาที่ดีกว่า และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้

ปัจจุบันประเทศไทยมียารักษาโรคความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง (PAH) เพียงหนึ่งรายการที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ขณะที่การรักษาอย่างเหมาะสมมักต้องใช้ยามากกว่าหนึ่งชนิด ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีสิทธิ์เบิกจ่าย ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงการรักษาที่ครบถ้วน ส่งผลให้ควบคุมโรคได้ไม่เต็มที่ ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แต่ยังส่งผลต่อภาระของระบบสาธารณสุขในระยะยาว

การรักษาโรคความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง (PAH) สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดี หากเริ่มต้นจากการวินิจฉัยที่ถูกต้องและทันท่วงที และได้รับยาที่เพียงพอและเหมาะสมกับความรุนแรงของโรค อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวผู้ป่วยเอง เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดการเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

ในร่างกายของเรา มี “ท่อน้ำ” เส้นสำคัญที่หลายคนอาจไม่เคยรู้จัก นั่นคือหลอดเลือดที่นำเลือดจากหัวใจด้านขวาไปยังปอด หากหลอดเลือดเส้นนี้เกิดการอุดตัน เปรียบเสมือนท่อน้ำที่มีเศษขยะอัดแน่น หัวใจก็ต้องทำงานหนักขึ้นทุกวันเพื่อสูบเลือดผ่านทางเดินที่แคบลงเรื่อย ๆ

“มันเหมือนท่อน้ำที่มีของไปอุดเยอะ ๆ ค่ะ”

— รศ.พญ. ภัทริน ภิรมย์พานิช อธิบายภาพของโรค PAH ได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย

นั่นคือหัวใจสำคัญของโรคที่เรียกว่า Pulmonary Arterial Hypertension (PAH) หรือ ภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง โรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่กำลังบั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างเงียบ ๆ

“คนไข้ส่วนใหญ่ไม่ได้รู้ตัวหรอกว่าเหนื่อยแบบนี้มันผิดปกติ เพราะมันค่อย ๆ เหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ ใช้เวลาเป็นเดือน หรือเป็นปีค่ะ”

หลอดเลือดปอดของมนุษย์มีความสามารถในการขยายตัวเพื่อรองรับแรงดันที่เพิ่มขึ้นได้ในระยะหนึ่ง ทำให้เมื่อเริ่มมีความผิดปกติ ร่างกายจะยังสามารถปรับตัวได้ อาการจึงค่อย ๆ แสดงออกอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน จึงยิ่งยากต่อการสังเกต

แต่ถ้าเกิดกับนักกีฬา ซึ่งร่างกายเคยชินกับการออกแรงอย่างหนัก อาการจะชัดเจนและรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว บางคนรู้สึกว่า “ทำไมเหนื่อยง่ายผิดปกติ” และอาจถึงขั้นเป็นลมกลางสนาม

“บางคนอายุน้อย อาการรุนแรง แต่ได้แค่ยาตัวเดียว เพราะยาอื่น ๆ อยู่นอกบัญชียาหลักค่ะ ทำให้บางครั้งผู้ป่วยอาการเป็นหนักมากขึ้น”

แม้แนวทางการรักษาระดับสากลจะแนะนำให้เริ่มด้วยยาสองชนิดพร้อมกัน เพื่อควบคุมโรคให้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ในประเทศไทยยังไม่สามารถทำได้ เพราะข้อจำกัดของระบบสุขภาพ ทำให้แพทย์ต้องเริ่มต้นด้วยยาหนึ่งชนิด และ “ค่อย ๆ ดูอาการ”
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาชนิดแรก โรคอาจเป็นมากขึ้น และโอกาสในการควบคุมโรคก็จะลดลง

“จริง ๆ ตอนนี้มียาดี ๆ ออกมาเยอะมากค่ะ ถ้าให้ยาได้ครบ คุณภาพชีวิตของคนไข้ดีขึ้นจริง ๆ”

ภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง (PAH) ไม่ได้ทำให้แค่ “เหนื่อยง่าย” แต่ค่อย ๆ ลดความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การเดินขึ้นบันได หรือเพียงแค่เดินขึ้นสะพานลอย…บางคนก็ทำไม่ได้แล้ว

เมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรง ผู้ป่วยมักต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แต่ยังรวมถึงครอบครัว
และหากไม่สามารถเข้าถึงยารักษาได้ ผู้ป่วยอาจต้องนอนโรงพยาบาลบ่อยขึ้น ซึ่งหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐต้องแบกรับในท้ายที่สุด

เพื่อให้ผู้ป่วยภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง (PAH) เข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คุณหมอได้เสนอแนวทางสำคัญหลายประการในการ “เปิดประตู” การเข้าถึงยาและบริการที่จำเป็น:

“มันไม่ใช่แค่เรื่องของแพทย์หรือคนไข้ค่ะ ต้องทำร่วมกันทั้งภาครัฐ และเอกชน”

“เมื่อก่อนคนไข้มีทางเลือกน้อย แต่ตอนนี้มียาดีขึ้นเป็นสิบ ๆ ตัวแล้วค่ะ ถ้าได้ยาที่เหมาะสม คนไข้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง ๆ”

สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การสร้างความรู้ ให้สังคมเข้าใจว่า เหนื่อย ไม่ใช่แค่อาการอ่อนแรงธรรมดา และทุกชีวิตควรมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม

TH-SOT-00033 05/2025

พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ สภากาชาดไทยรับบริจาควัคซีนเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์

ข่าวประชาสัมพันธ์ พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ สภากาชาดไทยรับบริจาควัคซีนเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์ จำนวน 800,000 โดส จากบริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำไปบริการแก่ประชากรกลุ่มเป้าหมาย

วันที่ 20 มีนาคม 2566 – นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และ ดร.แมรี่ เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือสภากาชาดไทยรับบริจาควัคซีนเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์ จำนวน 800,000 โดส จากบริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำไปจัดสรรให้แก่ประชากรกลุ่มเป้าหมาย โดยมี คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม เหรัญญิกสภากาชาดไทย พร้อมด้วย นางอนุตรา สินชัยพานิช ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม ชั้น 5  ตึกสภานายิกา สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ

          ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของสภากาชาดไทยตามวิสัยทัศน์สภากาชาดไทย “สภากาชาดไทยเป็นองค์กรสาธารณกุศลของประเทศที่ดำเนินการเพื่อมนุษยธรรมตามหลักการกาชาดสากลมุ่งเน้นการส่งเสริมและช่วยเหลือประชาชน และผู้ด้อยโอกาสด้วยจิตสาธารณะให้มีสุขภาวะที่ดี พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21” โดยบริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีความมุ่งมั่นในการค้นคว้าวิจัย และพัฒนายาและวัคซีน ซึ่งรวมถึงวัคซีนเอชพีวี อันนำไปสู่การกำจัดโรคมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของสภากาชาดไทย ได้สนับสนุนวัคซีนเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์ จำนวน 800,000 โด๊ส รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าวัคซีน, การตรวจวิเคราะห์, การจัดเก็บและกระจายวัคซีน ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางเรือและประกันภัยในการขนส่งวัคซีน ค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยน บรรจุภัณฑ์ของวัคซีนให้เป็นไปตามที่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์รุ่นการผลิต (Lot release) กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ค่าใช้จ่ายในการขนส่งหลังจากผ่านขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการศุลกากร จากท่าเรือกรุงเทพเพื่อจัดส่งเข้าที่คลังสินค้าของสภากาชาดไทย และที่คลังสินค้าของ บริษัท ซิลลิคฟาร์มา จำกัด ตามมาตรฐานการจัดเก็บ และกระจายวัคซีน อีกทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการ ขนส่งวัคซีนไปยังหน่วยบริการวัคซีนของสภากาชาดไทย กระทรวงสาธารณสุข หรือ หน่วยฉีดวัคซีนอื่น ๆ เป็นระยะเวลา 12 เดือน นับจากวันส่งมอบวัคซีนที่บริจาค

               โดยสภากาชาดไทย ได้ดำเนินการประสานงานกับหน่วยงานเครือข่าย ได้แก่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดสภากาชาดไทย ได้แก่ สถานเสาวภา สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ในการดำเนินการนำวัคซีนเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์ บริการแก่ประชากรกลุ่มเป้าหมายอันจะนำไปสู่การลดอุบัติการณ์การติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกและเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก และโรคอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวี เช่น หูดบริเวณอวัยวะเพศ ให้แก่ประชากรกลุ่มเป้าหมาย

               “มะเร็งปากมดลูก” เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งในสตรีไทย และคร่าชีวิต ของผู้หญิงไทยโดยเฉลี่ยวันละ 23 คน สาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (Human papillomavirus) หรือที่เรียกว่า ไวรัสเอชพีวี (HPV) โดยติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ แต่อาจนำไปสู่การติดเชื้อเอชพีวีเรื้อรัง เช่น การติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 สามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งของปากมดลูก ช่องคลอด อวัยวะเพศ ทวารหนัก และลำคอ ส่วนการติดเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 6 และ 11 นำไปสู่การเกิดโรคหูดบริเวณอวัยวะเพศ ดังนั้น การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนเอชพีวีจึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะร่วมกับการเข้ารับตรวจภายในของสตรีอย่างสม่ำเสมอตามเวลาที่แพทย์กำหนด ในส่วนของวัคซีนเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์ ประกอบด้วย สายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 เพื่อป้องกันทั้งมะเร็ง และหูดบริเวณอวัยวะเพศ สำหรับประเทศไทยตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในสตรีไทยอายุ 9-26 ปี โดยวัคซีนจะได้ประโยชน์สูงสุดในผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือสตรีไทย อายุ 9-14 ปี โดยหากฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี สามารถฉีดวัคซีนเพียง 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน ในกรณีฉีดวัคซีนแก่หญิงไทยอายุ 15-26 ปี จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ที่ระยะเวลา 0, 1-2 เดือน และ 6 เดือนตามดุลพินิจแพทย์

ข่าวประชาสัมพันธ์

บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศ
ร่วมลงนามกับกระทรวงสาธารณสุขในข้อตกลงการจัดซื้อจัดหา
“ยาโมลนูพิราเวียร์” ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน เมื่อได้รับอนุมัติ

 “ยาโมลนูพิราเวียร์” ปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการประเมิน
สำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาตัวในรูปแบบผู้ป่วยนอก ที่มีระดับความรุนแรงของโรคน้อยถึงปานกลาง และมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ปัจจัย
อันส่งผลให้การดำเนินโรครุนแรงขึ้น

กรุงเทพฯ 25 พฤศจิกายน 2564 – บริษัท เอ็มเอสดี ประเทศไทย (บริษัทในเครือของ บริษัท เมอร์ค แอนด์ คัมปานี อินคอร์ปอเรท เมืองเคนิลเวิร์ธ มลรัฐนิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา) ประกาศร่วมลงนามกับกระทรวงสาธารณสุข ในข้อตกลงการจัดซื้อจัดหา“ยาโมลนูพิราเวียร์” ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานที่กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีระดับความรุนแรงของโรคน้อยถึงปานกลาง ที่เข้ารับการรักษาตัวในรูปแบบผู้ป่วยนอก

ดร. แมรี เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัท เอ็มเอสดี ได้ทำวิจัยด้านโรคติดเชื้อมาอย่างยาวนาน และตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทฯ มุ่งมั่นในการค้นคว้าวิจัยและพัฒนายานวัตกรรม เพื่อต่อสู้กับวิกฤตโรคระบาดที่ทั่วโลกยังคง
เผชิญอยู่ในขณะนี้  พวกเราพยายามที่จะทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้ยาของเราสามารถไปถึงผู้ป่วยโรค
โควิด-19 ที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีอาการของโรคในระดับน้อยหรือปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ปัจจัยอันส่งผลให้การดำเนินโรครุนแรงขึ้น เราทุกคนใน เอ็มเอสดี รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเทศ ในการต่อสู้กับวิกฤตโรคระบาด การลงนามในสัญญาข้อตกลงนี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการทำงานร่วมกันของภาครัฐและบริษัทผู้ค้นคว้าวิจัยและผลิตยานวัตกรรม ในการร่วมกันจัดการกับวิกฤตโรคระบาดในประเทศไทย บริษัท เอ็มเอสดี จะยังมุ่งมั่นที่จะลงทุนในการศึกษาวิจัยและพัฒนายาและวัคซีนที่เป็นนวัตกรรมเพื่อต่อสู้กับโรคต่างๆ รวมถึงโรคอุบัติใหม่ในอนาคต”

ดร. แมรี กล่าวเสริม “ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการทำงานร่วมกันกับกรมการแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ประเทศไทยได้เข้าร่วมในโครงการวิจัยทางคลินิก “MOVe-AHEAD Study” ซึ่งอยู่ระหว่างการทำการศึกษาในระยะที่ 3  ร่วมกับอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยมี 5 สถาบัน ในประเทศไทย เข้าร่วมการศึกษาดังกล่าว ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาโมลนูพิราเวียร์ในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19”

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 สำนักงานกำกับดูแลยาและผลิตภัณฑ์สาธารณสุข (MHRA) ของ
สหราชอาณาจักรอนุมัติให้ยาโมลนูพิราเวียร์เป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทานตัวแรก ในสหราชอาณาจักร สำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีระดับความรุนแรงของโรคน้อยถึงปานกลาง และมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ปัจจัยอันส่งผลให้การดำเนินโรครุนแรงขึ้น โดยบริษัท เอ็มเอสดี ได้วิจัยและพัฒนายาโมลนูพิราเวียร์ ร่วมกับบริษัท ริดช์แบค ไบโอเทราปูติคส์

###


เกี่ยวกับโครงการศึกษาวิจัยทางคลินิกของยาโมลนูพิราเวียร์

การศึกษาวิจัยทางคลินิกยาโมลนูพิราเวียร์ MOVe-OUT (MK-4482-002) (NCT04575597) เป็นการศึกษาในระยะที่ 3 ในรูปแบบ multicenter, randomized, double-blind, placebo-controlled study โดยทำการวิจัยในกลุ่มผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีอาการของโรคในระดับน้อยหรือปานกลางและมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ปัจจัยอันส่งผลให้การดำเนินโรครุนแรงขึ้น (อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน) โดยทำการรักษาในรูปแบบผู้ป่วยนอก ทั้งนี้ ผู้ป่วยมีอาการน้อยกว่า 5 วันก่อนได้รับยา โดยมีวัตถุประสงค์หลักของศึกษาเพื่อประเมินประสิทธิภาพของยาโมลนูพิราเวียร์เมื่อเทียบกับยาหลอก โดยประเมินจากเปอร์เซ็นต์ของอาสาสมัครที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และ/หรือ เสียชีวิต โดยทำการประเมินผลการรักษาภายใน 29 วัน หลังจากให้ยา

การศึกษาวิจัยทางคลินิกยาโมลนูพิราเวียร์ MOVe-AHEAD (MK-4482-013) (NCT04939428) เป็นการศึกษาในระยะที่ 3 ในรูปแบบ multicenter, randomized, double-blind, placebo-controlled study เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาโมลนูพิราเวียร์การป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในครัวเรือนในกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19 การศึกษาดังกล่าวมีอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการศึกษาราว 1,332 คน โดยได้รับการสุ่มเพื่อรับยาโมลนูพิราเวียร์ (ขนาด 800 มก.) หรือยาหลอกทุก 12 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 วัน โดยอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกันกับผู้ที่

ติดเชื้อโควิด-19 และมีอาการอย่างน้อยหนึ่งอาการ ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 5 วัน ทั้งนี้ อาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เข็มแรกมามากกว่า 7 วัน ก่อนการลงทะเบียนเข้าร่วมการวิจัย หรือ เคยติดโรคโควิด-19 มาก่อน หรือแสดงอาการใดๆ ของโรคโควิด-19 จะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการวิจัยดังกล่าว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการศึกษาวิจัยทางคลินิกของยาโมลนูพิราเวียร์ ซึ่งรวมถึงการศึกษาใน MOVe-OUT และ MOVe-AHEAD อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://msdcovidresearch.com/


เกี่ยวกับยาโมลนูพิราเวียร์

ยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir — MK-4482 / EIDD-2801) เป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทานในรูปแบบpotent ribonucleoside analog ที่กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยทางคลินิก โมลนูพิราเวียร์มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการจําลองแบบของไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นอาร์เอ็นเอไวรัส ที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 โดยเมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ ไวรัสจะจำลองแบบพันธุกรรมเพื่อเพิ่มจำนวนให้กระจายไปสู่เซลล์ทั่วร่างกาย โมลนูพิราเวียร์ออกฤทธิ์กับโครงสร้างของไวรัส ทำให้โครงสร้างผิดไปจากเดิม ไวรัสจึงไม่สามารถจำลองแบบพันธุกรรมและเพิ่มจำนวนได้ หากยาโมลนูพิราเวียร์ได้รับอนุมัติให้ใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 ขนาดยาที่แนะนำ คือ 800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน ต่อหนึ่งคอร์สการรักษา

ยาโมลนูพิราเวียร์ ถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัท Drug Innovation Ventures at Emory; DRIVE ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่ไม่แสวงหาผลกำไรในเครือของมหาวิทยาลัยเอโมรี (Emory University) โดยบริษัทได้รับทุนในการทำวิจัยจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯและสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ต่อมายาโมลนูพิราเวียร์จึงได้รับการพัฒนาต่อภายใต้ความร่วมมือของ บริษัท เมอร์ค แอนด์ คัมปานี, อินคอร์ปอเรท (Merck & Co., Inc.) หรือเป็นที่รู้จักในนามของบริษัท เอ็มเอสดี ในประเทศอื่นๆนอกเหนือจากสหรัฐฯและแคนาดา และ บริษัท ริดช์แบ็ค ไบโอเทราปูติค (Ridgeback Biotherapeutics) บริษัท ริดช์แบ็คได้รับการค่าตอบแทนล่วงหน้าจากบริษัท เอ็มเอสดี และ มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินค่าตอบแทนเพิ่มเติมในกรณีที่ยาดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จผ่านการวิจัยพัฒนา จนกระทั่งได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล ผลกำไรจากการร่วมมือนี้ จะถูกแบ่งระหว่างพันธมิตรในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน โดยนับตั้งแต่บริษัท เอ็มเอสดี ได้รับสิทธิ์การดำเนินการจากบริษัท ริดช์แบ็ค เงินทุนทั้งหมดที่ใช้สำหรับการวิจัยและพัฒนาได้รับการสนับสนุนจากทั้งบริษัท เอ็มเอสดีและมูลนิธิ Wayne and Wendy Holman ของบริษัท ริดช์แบ็ค

เกี่ยวกับความมุ่งมั่นของบริษัท เอ็มเอสดี ในการเร่งเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงยาโมลนูพิราเวียร์ทั่วโลกเมื่อได้รับการอนุมัติ

บริษัท เอ็มเอสดี มุ่งมั่นที่จะให้ทุกประเทศสามารถเข้าถึงยาโมลนูพิราเวียร์ได้อย่างทันท่วงที ผ่านแนวทางการจัดหาและการเข้าถึงที่ครอบคลุม ซึ่งประกอบไปด้วยการลงทุนบนความเสี่ยงในการผลิตยารักษานี้ในจำนวนหลายล้านคอร์ส การกำหนดราคายาโดยตระหนักถึงความสามารถของรัฐบาลแต่ละประเทศในการให้ความช่วยเหลือด้านการดูแลสุขภาพ การทำข้อตกลงการจัดซื้อจัดหากับภาครัฐ และการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์โดยสมัครใจแก่ผู้ผลิตยาสามัญและองค์กรจัดการสิทธิบัตรยาร่วม (MPP) เพื่อผลิตยาสามัญของยาโมลนูพิราเวียร์ สำหรับประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางตามการอนุมัติด้านกฎระเบียบในท้องถิ่น

เกี่ยวกับการความสามารถในการผลิต: ปัจจุบัน บริษัท เอ็มเอสดี กำลังผลิตยาโมลนูพิราเวียร์บนความเสี่ยง โดยบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ได้ในจำนวน 10 ล้าน คอร์สการรักษา ภายในปีพ.ศ. 2564 และคาดว่าจะผลิตได้อย่างน้อย 20 ล้าน คอร์สการรักษา ในปี พ.ศ. 2565

เกี่ยวกับข้อตกลงในการจัดซื้อจัดหา: เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บริษัท เอ็มเอสดี ได้ลงนามในข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในการจัดหายาโมลนูพิราเวียร์จำนวน 3.1 ล้านคอร์สการรักษาให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อได้รับการอนุมัติการใช้ในกรณีฉุกเฉินจากสำนักงานองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (US FDA) นอกจากนั้น บริษัท เอ็มเอสดี ยังได้ลงนามในข้อตกลงการจัดซื้อจัดหายาโมลนูพิราเวียร์ล่วงหน้ากับรัฐบาลทั่วโลกและยังอยู่ระหว่างการหารือกับรัฐบาลประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม ในส่วนของการกำหนดราคา บริษัทฯ วางแผนที่จะนำหลักการการกำหนดราคายาโดยอ้างอิงตามการจัดลำดับรายได้ของธนาคารโลก ที่ตระหนักถึงความสามารถของแต่ละประเทศในการจัดหาเงินทุนเพื่อตอบสนองต่อวิกฤติโรคระบาด

เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์โดยสมัครใจ (Voluntary Licenses): ด้วยความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือให้ยาโมลนูพิราเวียร์สามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก บริษัท เอ็มเอสดี ได้ทำข้อตกลงในการออกใบอนุญาต ร่วมกับองค์กรจัดการสิทธิบัตรยาร่วม (Medicines Patent Pool – MPP) เพื่อให้การช่วยเหลือต่อการเข้าถึงยา สำหรับประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง (LMICs)  ยิ่งไปกว่านั้น บริษัท เอ็มเอสดี ได้ทำข้อตกลงก่อนหน้านี้ในการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์โดยสมัครใจ (Voluntary Licensing หรือ VL) กับบริษัทผู้ผลิตยาสามัญรายใหญ่ในประเทศอินเดีย เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมในการผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ สำหรับประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางอื่นๆ (LMICs) จำนวนมากกว่า 100 ประเทศ เมื่อได้รับการอนุมัติสำหรับการใช้ยาในกรณีฉุกเฉินจากหน่วยงานท้องถิ่น

บริษัท เอ็มเอสดี ยังคงมองหาความร่วมมือต่อไป เพื่อช่วยให้ยาโมลนูพิราเวียร์สามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก


เกี่ยวกับบริษัท เอ็มเอสดี

บริษัท เอ็มเอสดี (MSD) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นคว้าวิจัยและพัฒนายาและวัคซีนที่เป็นนวัตกรรม โดยมุ่งมั่นทำงานเพื่อช่วยมนุษยชาติทั่วโลกต่อสู้กับความท้าทายด้านสุขภาพจากโรคร้ายต่างๆ   เอ็มเอสดี ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลก ก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า 130 ปี โดยมีบริษัทแม่ซึ่งเป็นที่รู้จักเป็นการทั่วไปในชื่อ เมอร์ค แอนด์ คัมปานี อินคอร์ปอเรท (Merck & Co., Inc.)  หรือ เมอร์ค (Merck) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเคนิลเวิร์ธ มลรัฐนิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้ชื่อบริษัทว่า เมอร์ค เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนนาดาเท่านั้น ประเทศอื่นๆ จะรู้จักในชื่อบริษัท เอ็มเอสดี (MSD) รวมถึงในประเทศไทย ที่ เอ็มเอสดี (MSD) ทุกประเทศ เราให้ความสำคัญกับการค้นคว้าวิจัยในการยกระดับสุขภาพ ทำให้เราให้ความสำคัญกับผู้ป่วยและสุขภาพของประชากรทั่วโลก เราพยายามทำงานเพื่อเพิ่มการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและบริการสุขภาพ ผ่านนโยบายสาธารณสุข ผ่านโครงการและความร่วมมือต่าง ๆ กับทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวาง  ปัจจุบัน เอ็มเอสดี (MSD) ยังคงเป็นแนวหน้าในการค้นคว้าวิจัย เพื่อหาทางป้องกันโรคและรักษาโรคร้ายที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติและสัตว์เลี้ยงรวมถึงปศุสัตว์ ทั้งโรคมะเร็ง โรคติดเชื้อ อาทิ HIV, Ebola และ COVID-19 รวมถึงโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นทั้งในคนและสัตว์  เรามุ่งหวังที่จะเป็นบริษัทเวชภัณฑ์ระดับโลกที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการวิจัยและพัฒนา ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวได้ที่ เว็บไซต์ของบริษัทฯ ที่ www.msd.com หรือ Twitter, LinkedIn และ YouTube.

เกี่ยวกับบริษัท เอ็มเอสดี ในประเทศไทย

ในประเทศไทย ยาของ เอ็มเอสดี ได้อยู่เคียงข้างและดูแลรักษาผู้ป่วยคนไทยมาเป็นเวลากว่า 72 ปี และจัดจำหน่ายครั้งแรกผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492

ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ได้จัดตั้งบริษัทในประเทศไทย ในชื่อ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีการจัดการและมีโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ ทำให้บริษัทฯ สามารถนำผลิตภัณฑ์ของ เอ็มเอสดี มาสู่ประเทศไทยเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรคด้วยยาที่เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ในการรักษาโรคให้ผู้ป่วยและช่วยให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ รวมถึงทางเลือกในการเข้าถึงวัคซีนต่างๆ เพื่อป้องกันโรค โดยสาขาที่เรามีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ การรักษาโรคมะเร็ง การป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงป้องกันโรคมะเร็งด้วยวัคซีน โรคเบาหวาน และโรคติดเชื้อในผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลรักษาในโรงพยาบาล บริษัท เอ็มเอสดี มุ่งมั่นที่จะช่วยพัฒนาสุขภาพที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ www.msd-thailand.com หรือ www.facebook.com/MSDinTH

###

ข่าวประชาสัมพันธ์

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รับมอบยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน
จากบริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด
จำนวน สองล้านเม็ด เพื่อรักษาผู้ป่วยโควิด – 19

กรุงเทพฯ 18 มีนาคม 2565 – บริษัท เอ็มเอสดี ประเทศไทย (บริษัทในเครือของ บริษัท เมอร์ค แอนด์ คัมปานี อินคอร์ปอเรท เมืองเคนิลเวิร์ธ มลรัฐนิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา) ส่งมอบยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน จำนวน 2 ล้านแคปซูล หรือ 50,000 คอร์สการรักษา ให้กับ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีรับมอบ  โดยในเบื้องต้นจะใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีอาการของโรคในระดับน้อยหรือปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ปัจจัยอันจะส่งผลให้การดำเนินโรครุนแรงขึ้น เช่น ผู้สูงอายุและผู้ป่วยในกลุ่มโรคเรื้อรัง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่วันนี้ประเทศไทยได้รับการส่งมอบยาโมลนูพิราเวียร์  จำนวน 2 ล้านเม็ด หรือ 50,000 คอร์สการรักษา จากบริษัท เอ็มเอสดี อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาข้อตกลงเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และได้ทำการลงนามในข้อตกลงการจัดซื้อจัดหายาต้านไวรัสชนิดรับประทาน ระหว่างบริษัท เอ็มเอสดี และกรมการแพทย์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาหลังจากได้หารือเรื่องความคืบหน้าทางการวิจัยทางคลินิกมาก่อนหน้านั้น  ในเบื้องต้น จะมีการพิจารณาใช้ยาตัวนี้กับผู้ป่วยกลุ่ม 607 คือ กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรครื้อรัง 7 โรคประจำตัว อย่างไรก็ตาม อาจมีการพิจารณาใช้ยาตัวนี้กับผู้ป่วยกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไปเพิ่มเติมเข้ามาในอนาคต หากมีจำนวนยาที่มากขึ้น ซึ่งจะมีการกำหนดแนวทางการกระจายยาและแนวทางการใช้ยาอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนเตรียมกระจายยาถึงโรงพยาบาลต่างๆ ในสัปดาห์หน้า”

ดร. แมรี เสรฐภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอ็มเอสดี มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ดำเนินการนำยาต้านไวรัสชนิดรับประทานสำหรับรักษาโควิด-19 ซึ่งเป็นยานวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยทางคลินิก และวันนี้ได้ส่งมอบแก่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้อย่างสำเร็จลุล่วง  ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้ทำงานอย่างหนักและแข่งกับเวลา เพื่อทำการวิจัยและพัฒนายานวัตกรรมเพื่อต่อสู้กับโรคระบาด   เราขอขอบคุณกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในหลายสาขา ที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ทางการแพทย์ การรักษาผู้ติดเชื้อ และข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับยารักษาโควิด-19 ชนิดรับประทาน โดยมีเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทย  เราภูมิใจที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คนไทยต่อสู้กับโควิด-19 และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเตรียมความพร้อม เพื่อช่วยให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนสถานการณ์จากการระบาดใหญ่ไปสู่โรคประจำถิ่นตามนโยบายของภาครัฐ ทำให้ประเทศไทยและประชาชนในประเทศสามารถกลับมาดำเนินชีวิต ไปทำงาน และมีกิจกรรมทางสังคม เพื่อฟื้นคืนเศรษฐกิจ ได้อีกครั้ง อย่างค่อยเป็นค่อยไปและปลอดภัย”

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้ บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ดำเนินการบริหารจัดการและกระจายยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน จำนวน 2 ล้านเม็ดนี้ ตามนโยบายและแผนงานของกระทรวงฯ เพื่อให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานนี้ สามารถให้แพทย์ใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19   ตามแนวทางการรักษา (Clinical Practice Guideline) โดยผู้ป่วยจะต้องได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 4 เม็ด ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วันจนครบ (40 เม็ด) ยาโมลนูพิราเวียร์จะช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิตหรือเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ในผู้ป่วยที่เสี่ยงจะมีอาการรุนแรง หากได้รับยาภายใน 5 วันนับจากวันที่เริ่มมีอาการ  

#####

เกี่ยวกับบริษัท เอ็มเอสดี

บริษัท เอ็มเอสดี (MSD) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นคว้าวิจัยและพัฒนายาและวัคซีนที่เป็นนวัตกรรม โดยมุ่งมั่นทำงานเพื่อช่วยมนุษยชาติทั่วโลกต่อสู้กับความท้าทายด้านสุขภาพจากโรคร้ายต่างๆ   เอ็มเอสดี ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลก ก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า 130 ปี โดยมีบริษัทแม่ซึ่งเป็นที่รู้จักเป็นการทั่วไปในชื่อ เมอร์ค แอนด์ คัมปานี อินคอร์ปอเรท (Merck & Co., Inc.)  หรือ
เมอร์ค (Merck) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเคนิลเวิร์ธ มลรัฐนิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้ชื่อบริษัทว่า เมอร์ค เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเท่านั้น ประเทศอื่นๆ จะรู้จักในชื่อบริษัท เอ็มเอสดี (MSD)

รวมถึงในประเทศไทย ที่เอ็มเอสดี (MSD) ทุกประเทศ เราให้ความสำคัญกับการค้นคว้าวิจัยในการยกระดับสุขภาพ ทำให้เราให้ความสำคัญกับผู้ป่วยและสุขภาพของประชากรทั่วโลก เราพยายามทำงานเพื่อเพิ่มการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและบริการสุขภาพ
ผ่านนโยบายสาธารณสุข ผ่านโครงการและความร่วมมือต่างๆ กับทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวาง ปัจจุบัน เอ็มเอสดี (MSD) ยังคงเป็นแนวหน้าในการค้นคว้าวิจัย เพื่อหาทางป้องกันโรคและรักษาโรคร้ายที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติและสัตว์เลี้ยงรวมถึงปศุสัตว์ ทั้งโรคมะเร็ง โรคติดเชื้อ อาทิ HIV, Ebola และ COVID-19 รวมถึงโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นทั้งในคนและสัตว์ เรามุ่งหวังที่จะเป็นบริษัทเวชภัณฑ์ระดับโลกที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการวิจัยและพัฒนา ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวได้ที่ เว็บไซต์ของบริษัทฯ ที่ www.msd.com หรือ Twitter, LinkedIn และ YouTube.

เกี่ยวกับบริษัท เอ็มเอสดี ในประเทศไทย

ในประเทศไทย ยาของ เอ็มเอสดี ได้อยู่เคียงข้างและดูแลรักษาผู้ป่วยคนไทยมาเป็นเวลากว่า 72 ปี และจัดจำหน่ายครั้งแรกผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492

ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ได้จัดตั้งบริษัทในประเทศไทย ในชื่อ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีการจัดการและมีโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ ทำให้บริษัทฯ สามารถนำผลิตภัณฑ์ของ เอ็มเอสดี มาสู่ประเทศไทยเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรคด้วยยาที่เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ในการรักษาโรคให้ผู้ป่วยและช่วยให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ รวมถึงทางเลือกในการเข้าถึงวัคซีนต่างๆ เพื่อป้องกันโรค โดยสาขาที่เรามีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ การรักษาโรคมะเร็ง การป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงป้องกันโรคมะเร็งด้วยวัคซีน โรคเบาหวาน และโรคติดเชื้อในผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลรักษาในโรงพยาบาล
บริษัท เอ็มเอสดี มุ่งมั่นที่จะช่วยพัฒนาสุขภาพที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน

ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ www.msd-thailand.com หรือ www.facebook.com/MSDinTH

###